เมนูอาหารที่มีเลม่อนเป็นส่วนประกอบถูกเสิร์พในร้านอาหารหรือภัตตาคารบ่อยครั้ง และมีผู้คนจำนวนมากที่มักจิบน้ำเลม่อนแทนเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชา กาแฟ เช่นกัน
เนื่องจากกลิ่นและรสชาติอันสดชื่นของมัน เลยไม่แปลกใจว่าทำไมเลม่อนถึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของเมนูอาหารหลายๆอย่าง ว่าแต่ นอกจากข้อดีในเรื่องของกลิ่นและรสชาติแล้ว แล้วเลม่อนมีประโยชน์ด้านโภชนาการด้วยบ้างไหม?
ส่วนใหญ่แล้ว ประโยชน์ของเลม่อนจะรับรู้กันในแง่ความเชื่อ(ส่วนบุคคล) ซะมากกว่า หรือพูดง่ายๆ เป็นความรู้สึกที่ว่ากินเลม่อนแล้วดี
ยังไม่ได้เป็นความรู้จากการอ่านจากงานวิจัยมากนัก
โดยในทางโถชนาการ เลม่อนถือเป็นแหล่งของวิตามิน C และสารต้านอนุมูลอิสระ แหล่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นการดื่มน้ำเลม่อนจึงไม่เพียงแค่ได้แต่ความสดชื่น
แต่คุณจะได้สารอาหารดังกล่าวด้วย โดยปริมาณวิตามินจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเลม่อนที่ผสมอยู่ในเครื่องดื่มนั้น
ยกตัวอย่างสัดส่วนสารอาหารที่อยู่ในเลม่อน เช่น ถ้าเครื่องดื่มนั้นมีเลม่อนเป็นส่วนผสม 48 กรัม เครื่องดื่มแก้วนั้นก็จะมี:
- 6 แคลอรี่
- วิตามิน C 6 มิลลิกรัม /หรือ 21 % ของปริมาณที่คุณต้องการมันใน 1 วัน (DV)
- โฟเลท 9.6 ไมโครกรัม /หรือ 2 % ของ DV
- โพเทสเซียม 4 มิลลิกรัม /หรือ 1 % ของ DV
- เหล็ก 0.38 มิลลิกรัม /หรือ 1 % ของ DV
- วิตามิน B-1 0.1 มิลลิกรัม /หรือ 1 % ของ DV
- วิตามิน B-2 0.1 มิลลิกรัม /หรือ 1 % ของ DV
- วิตามิน B-5 0.6 มิลลิกรัม /หรือ 1 % ของ DV
ไม่ต้องจำหรอกครับถ้าอยากรู้ก็ค่อยเปิดมาดูใหม่
สำหรับคุณผู้อ่านที่อยากมราบรายละเอียดว่า วิตามินเหล่านี้มีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกายของเรา ก็ลองเสิร์ชดูใน google นะครับ ผมยังไม่เพิ่มเข้าไปในในบทความนี้เพราะเดี๋ยวจะยาวเกินไปครับ
1. ทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ
ข้อนี้ถือเป็นประโยชน์ทางอ้อมของเค้าเลยนะครับ คือเลม่อนเมื่อถูกผสมเข้ากับน้ำเปล่า ก็จะช่วยเพิ่มรสชาติและความสดชื่นยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถดื่มน้ำได้มากขึ้น เพราะมันดื่มง่ายกว่าน้ำเปล่านั่นเอง
สำหรับหลายๆคนแล้ว ในวันที่อากาศร้อน (ความจริงก็ร้อนทุกวัน 5555) จะให้จิบน้ำรสเลม่อนหรือมะนาวได้ทั้งวันก็ยังได้เลย
เราต้องมั่นใจว่าเราได้รับน้ำที่เพียงพอในแต่ละวัน มันสำคัญอย่างไรน่ะหรือ
ทั้งการทำงานของสมอง ภูมิคุ้มกัน กระบวนการเผาพลาญพลังงาน การลดน้ำหนัก อาการท้องผูก ล้วนต้องใช้น้ำครับ ถ้าอยากทราบว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร ผมแนะน้ำให้อ่านบทความนี้ดูครับ
‘’เมื่อดื่มน้ำอย่างพอเพียง ชีวิตดีจะขึ้นอย่างไร’’
อ้างอิงจากสถาบันการแพทย์นะครับ คำแนะนำทั่วไปบอกว่าผู้หญิงควรดื่มน้ำ 91 ออนซ์ต่อวัน และผู้ชายในปริมาณ 125 ออนซ์ต่อวัน เป็นอย่างน้อย
ปริมาณนี้ได้รวมน้ำจากอาหารที่ทานระหว่างวันแล้วนะครับ
2. เลม่อนเป็นเครื่องดื่มที่สามารถทดแทนน้ำหวานได้
สำหรับคนที่ชอบน้ำหวานเป็นชีวิตจิตใจและต้องการหาสิ่งที่มาทดแทนเพราะหมอบอกว่าค่าน้ำตาลเขาเกินกำหนดแล้ว
น้ำเปล่าผสมเลม่อนถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่สามารถตอบโจทย์นั้นได้ครับ เนื่องจากมันให้รสชาติดีไม่แพ้น้ำหวานเย แถมยังมีพลังงานน้อยกว่าหลายเท่า
เครื่องดื่มที่มีน้ำหวาน อย่างน้ำผลที่ใส่น้ำตาลหรือน้ำเชื่อม น้ำอัดลม เครื่องดื่มสปอร์ทคริงค์ เอ็นเนอร์จี้ดริงค์ ซึ่งเราก็ทราบกันดีว่ามันจะทำให้อ้วนได้ ตามหลักทางโถชนาแล้ว พวกเครื่องดื่มเหล่านี้จะบั่นทอนสุขภาพอื่นๆทั้งทางตรงและทางอ้อม source ไม่ว่าจะเป็น
- น้ำหนักเพิ่มและโรคอ้วน
- โรคเบาหวานประเภทที่สอง (คือโรคเบาหวานที่เกิดจากการที่ร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอต่อการใช้)
- โรคหัวใจ
- โรคไต
- โรคตับ
- ฟันผุก็มา
อีกครั้งนะครับ ถ้าคุณเป็นคนที่โปรดปรานเครื่องดื่มรสหวานในการแก้กระหาย ลองมองหาน้ำเลม่อนเป็นทางเลือกดูครับ มันสามารถแก้กระหายได้โดยยังคงให้รสชาติที่คุณต้องการอยู่
3. มีกรดซิตริก ช่วยป้องกันนิ่วในไต
ในเลม่อนจะมีกรดซิตริก และกรดนี้อาจจะช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วในไตได้ กรดซิเตรทที่เป็นสารประกอบของกรดซิตริก สามารถยับยั่งการเกิดกรดในท่อทางเดินปัสวะได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมทั่งสามารถสลายก้อนคริสตอลในไต ซึ่งก้อนคริสตอลคือก้อนหินที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นนิ่วในไตของนั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในน้ำเลม่อนจะมีกรดซิตริกก็ตาม แต่ถ้าจะกินมันเพื่อปรับสมดุล pH ในไต เราก็ยังกินมันในปริมาณที่มากอยู่ดี
สถาบันไตแห่งชาติของประเทศสหรัชอเมริกา ให้คำนะนำอย่างหนึ่งว่า เวลาคุณดื่มน้ำ ให้ผสมน้ำเลม่อนลงไปซัก 4 ออนซ์ นอกจากมันจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนักแสนอร่อยได้แล้ว มันยังป้องกันการเกิดน่วในไตอีก source
4. อาจช่วยระบบย่อยอาหารได้
ก่อนมื้ออาหาร ลองดื่มน้ำเลม่อนเลม่อนก่อนซักหน่อย มันจะช่วยระบบย่อยอาหารคุณให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากกรดซิตริกที่มีในน้ำเลม่อนดังที่กล่าวในหัวข้อที่แล้วนั้น จะช่วยเสริมกรดในกระเพาะอาหาร
ปกติกรดนี้เป็นของเหลวที่หลั่งในกระเพาะอาหาร ทำหน้าในการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร
มีงานศึกษาในปี 2012 ระบุว่าผู้เข้าร่วมการทดลองที่ดื่มน้ำเลม่อน 300 ml หรือเกือบๆ 1/3 ลิตร ก่อนมื้ออาหาร เป็นเวลา 4 อาทิตย์ โดยมีการเก็บตัวอย่างอุจาระของผู้ร่วมทดลองทั้งก่อนและหลังการทดลอง และพบว่ามีไมโครไบโอต้าปริมาณหนึ่งด้วย source
แล้วไมโครไบต้าคืออะไร
กว้างๆเลย มันคือกลุ่มสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่นจุลินทรญื แบคทีเรีย ที่อยู่ตามร่างกายเรา ทั้งชนิดภายนอกแล้วภายในร่างกาย และการพบมันในอุจาระ แปลว่ามันเป็นชนิดภายในที่อยู่ในลำไส้ ซึ่งไมโครไบโอต้าที่อยู่ในลำไส้มีหน้าที่หลักๆ 3 อย่างคือ
-ช่วยย่อยเศษอาหารที่กระเพาะเองไม่สามารถย่อยได้ เช่นพวกใยอาหารหรือไฟเบอร์จากผักและผลไม้
-ป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรคในสำไส้ โดยมันจะหลั่งสารชนิดหนึ่งที่ไปทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรียก่อโรคพวกนั้น
-ไมโครไบโอต้าจะผลิตเยื้อเมือกที่ผนังลำไส้ ซึ่งเยื้อเมือกนี้มันจะช่วยป้องกันแบคทีเรียต่างๆเข้าสู่กระแสเลือดผ่านผนังลำไส้ได้ และยังกระตุ้นให้เลือดมาเลี้ยงผนังลำไส้มากขึ้น
เมื่อมีเลือดมาเลี้ยงผนังลำไส้มากขึ้นก็จะเพิ่มการดูดซึมสารอาหารที่เรากินเข้าไปได้มากขึ้นนั่นเอง
พูดถึงแต่ประโยชน์กันมาเยอะแล้ว แล้วมันมีโทษบ้างไหม?
ผลข้างเคียงของน้ำเลม่อน
เนื่องจากในน้ำเลม่อนมีกรดซตริก (กรดนี้อีกแล้วนะครับ) ซึ่งมันสามารถทำลายสารเคลือบฟันของเราในระยะยาวได้ source
แต่เค้าก็มีข้อแนะนำในการดื่มมันให้ปลอดภัยมากขึ้นนะครับ คือให้ดื่มด้วยหลอดเพราะมันจะสัมผัสฟันเราน้อยลง และให้ดื่มน้ำเปล่าตามหลังจากดื่มเลม่อนเสร็จเพื่อเป็นการล้างปากเรานั่นเอง
และอีกอย่างหนึ่งคือ การที่มันช่วยเสริมกรดในกระเพาะได้ แต่สำหรับบางคนที่มีกรดนี้มากอยู่แล้ว ก็จะทำให้มีมากเข้าไปอีก และเกิดอการแสบบริเวณหน้าอกได้นะครับ
